กันยายน 27, 2020

Honda รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน “Car of The Year 2020”

Honda ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) รับมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน Car of The Year 2020 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ทั้ง 5 รางวัลที่ฮอนด้าได้รับในปีนี้ ได้แก่

  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ใหม่ คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,000 ซีซี
  • ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก รุ่น TURBO RS คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทแฮทช์แบ็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,600 ซีซี ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 (พ.ศ. 2562 – 2563)
  • ฮอนด้า ซีวิค รุ่น 1.8 EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 (พ.ศ. 2561 – 2563)
  • ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่น TURBO EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดานขนาดกลาง เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC TURBO รุ่น DT-EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทเอสยูวี เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,600 ซีซี (เครื่องยนต์ดีเซล)

โดยรางวัลทั้ง 5 รางวัลที่ฮอนด้าได้รับ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ฮอนด้ามุ่งมั่นพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคเสมอมา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การทำงานของฮอนด้าปี 2030 ในการมุ่ง “ตอบสนองผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิต”

 

แหล่งที่มา     autospinn

เปิดตัว SUV ระดับพรี่เมี่ยม Audi A6

Audi  เอาฤกษ์ดี ช่วงต้นปี เปิดตัว SUV ระดับพรี่เมี่ยม อย่าง AudiQ7 ออกมาสู่ตลาดเมืองไทย

Audi A6  ตัวสปอร์ตซีดานรุ่นปรับโฉมใหม่ ออกมาพร้อมกันด้วย

เพื่อที่จะเติมเต็มในทุกเซกเม้นท์ในตลาดของเมืองไทย โดยในครั้งนี้ AudiA6 จะมาพร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ A6 40 TFSI S line และ A6 Avant 40 TFSI S line โดย Audi A6 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้

มากับความหรูหรา ทันสมัย มากยื่งขึ้น

AudiA6 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้มากับหรูหรา ล้ำสมัย สปอร์ต สะดวกสบาย และให้ความคุ้มค่า เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง S line กันชนหน้า, กันชนหลัง รวมทั้งช่องดักอากาศ ถูกผลิตจากอลูมิเนียม
เสริมความสปอร์ตให้ลงตัวมากยิ่งขึ้นด้วยสเกิร์ตข้าง, Diffuser ด้านหลัง และปลายท่อไอเสียอลูมิเนียม

ส่วนไฟหน้าเป็นแบบ Audi Matrix LED เทคโนโลยีที่ช่วยให้การส่องสว่างของไฟหน้ามีความแม่นยำที่สุด และส่องสว่างให้ได้พื้นที่มากที่สุด

โดยไม่รบกวนผู้อื่น ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านท้ายเป็นแบบไดนามิค ที่การกระพริบของไฟจะไล่จากด้านในสู่ด้านนอก นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องมองหลัง และเซ็นเซอร์ช่วยจอดซึ่งมีทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารของ AudiA6 ได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบาย เอื้อต่อการขับขี่มากที่สุด โดยรูปแบบ Virtual Cockpit จะเน้นแสดงข้อมูลที่ผู้ขับเป็นผู้เลือก เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับขี่ เพราะไม่ต้องละสายตาจากถนน ขณะที่มือก็ไม่ปล่อยจากการควบคุมพวงมาลัยแต่อย่างใด

อีกทั้งยังมากีบระบบนำทางรูปแบบใหม่ MMI Navigation ที่ตอบสนองการสั่งการด้วยระบบสัมผัสที่รวดเร็ว ให้คุณภาพภาพที่ชัดเจน มาพร้อมทัชกรีน 2 จอ แบบ Full HD จอด้านบนมีขนาด 10.1 นิ้ว และจอด้านล่างขนาด 8.6 นิ้ว เช่น ฟังก์ชันการทำงานรองรับ Apple CarPlay โดยสามารถเชื่อมต่อกับไอโฟนได้ง่ายๆ ทั้งแบบไร้สาย Wireless ผ่าน Bluetooth หรือ

ใช้สาย USB เพิ่มความสะดวกในการใช้งานภายในห้องโดยสารยามค่ำคืน ด้วยไฟ LED สีขาว ที่เพิ่มการส่องสว่างอย่างเต็มที่ เบาะนั่งแบบสปอร์ต กระชับลำตัวช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างง่ายดาย เสริมความหรูหราที่ตัวเบาะนั่งด้วยการหุ้มด้วยหนังแท้ Valcona ที่ให้ผิวสัมผัสที่ละเอียด โดยจะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทั้ง 2 รุ่น

AudiA6 มากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมกับระบบไมลด์ไฮบริดให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร

เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
ด้านอัตราเร่งในตัว A6 40 TFSI S line สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.9 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 237 กม./ชม.ส่วนในตัว A6 Avant 40 TFSI S line

ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ 8.1 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นทำได้ 232 กม./ชม.

AudiA6 40 TFSI S line จะมีเฉกสีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่สีขาว Glacier White, สีเงิน Floret Silver, สีดำ Mythos Black, สีเทา Daytona Grey และสีน้ำเงิน Firmament Blue ส่วนในตัว Audi A6 Avant 40 TFSI S line ก็จะมีเฉกสีใหม้เลือก 5 สีด้วยเช่นกัน คือ สีขาว Glacier White, สีดำ Mythos Black, สีเทา Daytona Grey, สีน้ำเงิน Firmament Blue และสีแดง Tango Red

ราคาค่าตัวของ AudiA6 ทั้ง 40 TFSI S line และ Avant 40 TFSI S line จะมาในราคาที่เท่ากันคือ 3.399 ล้านบาท…

Zenvo TSR-S 2020 ไฮเปอร์คาร์ตัวโหด

Zenvo TSR-S 2020 ไฮเปอร์คาร์ตัวแรงของเดนมาร์ก ได้เปิดตัวเมื่อสองสามปีก่อนและได้รับการปรับแต่งเล็กน้อยสำหรับปี 2020 การเปิดตัวทางออนไลน์ในวันนี้เป็นรุ่นล่าสุดของเครื่องซุปเปอร์ชาร์จคู่

แม้ว่ามหกรรมรถยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง งาน 2020 Geneva Motor Show ได้ถูกยกเลิก แต่รถยนต์ต้องจัดแสดงและเปิดตัวต่อไป Zenvo TSR-S 2020 ปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความแรง
เช่น ล้อคาร์บอนไฟเบอร์นั้นมีน้ำหนักเบาและทนทาน เบากว่าล้ออลูมิเนียม 15 กิโลกรัม (33 ปอนด์) พัฒนาระบบขับเคลื่อนล่าสุด Zenvo ซึ่งเป็นไฮบริด เกียร์ 7 จังหวะ sequential

ตัวถังรถมีส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บางส่วนเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับ Zenvo ปีกด้านหลังที่เรียกว่า “Centripedal” ปรับตัวเองโดยอัตโนมัติตามอินพุตพวงมาลัยของผู้ขับขี่เพื่อสร้างแรงขับมากที่สุด

มีโหมดการขับขี่ให้คุณได้เพลิดเพลินมากมาย เช่น โหมด Road การเปลี่ยนเกียร์จะได้รับการช่วยเหลือทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลขึ้น ขณะที่โหมด Race จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเชิงกลได้เร็วขึ้นเหมือนคุณขับรถแข่ง

เครื่องยนต์ twin-supercharged flat-plane V8 ให้กำลัง 1,177 แรงม้า อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที ในขณะที่ 0-124 ภายในเวลา 6.8 วินาที
ราคาจำหน่าย 1.45 ล้านยูโร หรือประมาณ 51 ล้านบาท 1 ปีผลิตเพียง 5 คันเท่านั้น

 

แหล่งที่มา    car250

Volkswagen น้องเล็กรุ่นใหม่ Nivus

 

Volkswagen เผยทีเซอร์ Nivus น้องเล็กรุ่นใหม่ เร็วๆนี้

VW ปล่อยทีเซอร์ออกมาอย่างเป็นทางการสำหรับ ครอสโอเวอร์น้องเล็กอย่าง Nivus แม้ว่ามีการเผยทีเซอร์แรกช่วงต้นมกราคมที่ผ่านมา                                                                                                            แสดงให้เห็นการออกแบบไฟหน้า และ ด้านข้าง แต่ทีเซอร์ล่าสุด แสดงให้เห็นรายละเอียดภายในห้องโดยสารของ Nivus อย่างชัดเจน

หน้าจอตรงกลางคล้ายๆกับ T-Cross เป็นระบบ Infotainment ใหม่ จอแสดงผลแบบไวด์สกรีนมีปุ่มไวต่อการสัมผัส ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นบางอย่างรวมถึงโทรศัพท์การสตรีมเพลงและการตั้งค่า การเชื่อมต่อความละเอียดสูง LTE และฮอตสปอต Wi-Fi

ทางด้านซ้ายเราสามารถเห็นหน้าปัดดิจิตอลบางส่วน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ตกแต่งด้วยอลูมิเนียม ลูกค้าจะสามารถเลือกสีเบาะ, การเย็บและการตัดแต่งที่แตกต่างกัน
ทีเซอร์ยังเผยให้เห็นรายละเอียดด้านนอกของ Nivus ไฟตัดหมอกรูปสามเหลี่ยมช่องอากาศเข้าขนาดใหญ่ต่ำกว่า LED DRLs รวมอยู่ในไฟหน้าไฟท้าย LED และหลังคาลาดเอียงซึ่งจบลงด้วยสปอยเลอร์ท้าย .

VW Nivus พัฒนาบนแพล็ตฟอร์ม MQB ของ VW Group เตรียมเปิดตัวในบราซิลช่วงปลายปี เครื่องยนต์เบนซิน TSI ขนาด 1.0 ลิตร แต่จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติหกสปีด ให้กำลัง 114 แรงม้า และ 126 แรงม้า ตามลำดับ

 

แหล่งที่มา  car250

Ford Puma 2020 ลุยออสเตรเลีย ราคาราว 6 แสนบาท

 

Ford (ฟอร์ด) บริษัทผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศนำเจ้า Ford Puma 2020 รถอเนกประสงค์ไซส์เล็ก ลุยตลาดในประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร สามสูบเทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลัง 123 แรงม้า และแรงบิด 170 นิวตันเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า ประหยัดเชื้อเพลิงที่ 100 กิโลเมตร จะใช้น้ำมันเพียงแค่ 6.3 ลิตรเท่านั้น ล้ออัลลอย 18 นิ้ว และระบบไฟที่ปรับเป็น LED

ในส่วนของคุณสมบัติด้านความปลอดภัยต้องบอกว่าเพียบพร้อมทั้งระบบเบรกฉุกเฉินแบบอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับคนเดินเท้า, ระบบการเตือนขับออกนอกเลย, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และการจดจำเครื่องหมายจราจร

ภายในห้องโดยสาร  จะติดตั้งด้วยจอ Infotainment ขนาด 8.0 นิ้ว พร้อมกล้องมองหลัง พวงมาลัยที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งระบบ Android Auto และ Apple CarPlay.A และระบบเครื่องเสียง 7

ลำโพง ที่เชื่อมต่อกับ Bluetooth และ DAB (Digital Audio Broadcasting) ส่วนในรุ่นท็อปอย่าง Puma ST-Line V. จะมีแผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ 10 ลำโพง และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ

ซึ่งทางฟอร์ด  ยืนยันว่าจะนำ Ford Puma 2020 ทั้ง 3 รุ่นมาเปิดตลาดแดนจิงโจ้แน่นอน ไล่ตั้งแต่ Puma ราคา 29,990 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 6 แสนบาท), Puma ST-Line ราคา 32,340 เหรียญ

ออสเตรเลีย (ประมาณ 6.5 แสนบาท) และตัวท็อปอย่าง Puma ST-Line V. ราคา 35,540 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 7.2 แสนบาท) ส่วนในบ้านเราคงต้องรอต่อไป

แหล่งที่มา  sanook

BMW Concept i4 พร้อมขายปี 2021

 

BMW Concept i4 ภาพรถไฟฟ้าแห่งอนาคต รถต้นแบบที่ใกล้เคียงรูปแบบความเป็นจริงมากที่สุดของสำหรับ

BMW Concept i4 ที่เปิดตัวผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง พร้อมประกาศขายจริงปี 2021 เริ่มต้นด้วยการออกแบบ แม้ว่าจะเปิดตัวภายใต้รูปแบบคอนเซ็ปต์คาร์แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว โดยไฮไลท์ที่เด่นชัดที่สุดก็คือกระจังหน้าขนาดใหญ่ ถือเป็นเอกลักษณ์ของ BM W อยู่แล้วโดย i4 รุ่นใหม่นี้ มาในตัวถังสไตล์ Grand Coupe 4 ประตู สีตัวถังเฉดทองแดง Frozen Light Copper พร้อม

ตกแต่งด้วยเส้นสายสีฟ้าที่บริเวณกระจังหน้า ด้านข้าง ไฟท้าย LED ทรง L-Shape Diffuser ท้ายขนาดใหญ่ไร้ท่อไอเสีย ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยสุดอลังการ ที่ทาง BM W บอกว่า เป็นล้อที่มีน้ำหนักเบา และช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้อีกด้วย

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับ Cockpit สุดหรู ในแบบ minimal คือน้อยแต่มาก จอแสดงผล และมาตรวัดระบบสัมผัสโค้งเข้าหาตัวผู้ขับบนแผงแดชบอร์ดขนาดสีภายในห้องโดยสารออกแบบมาในสีโทนเรียบหรูสะอาดตา ตกแต่งด้วยสีทองแดง Frozen Light Copper พร้อมเสริมความหรูหราด้วยด้วยวัสดุคริสตัลสีฟ้าบริเวณแผงประตู พวงมาลัยแบบสามก้านดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค

เครื่องยนต์หายไป BM W Concept i4 เป็นระบบขับเคลื่อน eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งถูกใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า iNext และ iX3 มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 530 แรงม้า ชุดแบตเตอรี่ลอเธียมไอออนขนาด 80kWh สามารถขับเคลื่อนได้ไกลถึง 600 กม. ต่อกการชาร์จไฟเต็ม และมอบอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ภายใน 4 วินาที

โดย BM W Concept i4 คันนี้ จะเป็นรถต้นแบบของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ BM W i4 ที่จะถูกประกอบขึ้นที่โรงาน BM W ในเมือง Munich ประเทศเยอรมนี ซึ่งพร้อมจะเปิดตัว และออกจำหน่ายทั่วโลกภายในปี 2021

แหล่งที่มา  autospinn

ALL NEW SUZUKI ERTIGA 2020

 

SUZUKI ERTIGA 2020 อัพเกรดความสบาย 659,000 บาท

SUZUKI ERTIGA รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มีการดีไซน์ ด้วยคอนเซ็ปต์ Unlock Your Life ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต SUZUKI ERTIGA ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าหมายที่วางไว้จำนวนกว่า 3,500 คัน ล่าสุดจึงเดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ผ่านปรัชญาของแบรนด์ Suzuki…Way of Life! ด้วยการเปิดตัว New Suzuki ERTIGA รถครอบครัวอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่ได้รับการปรับปรุงให้รองรับและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

New Suzuki ERTIGA ภายใต้แนวคิด “จุดประกายอีกขั้นของชีวิต” หรือ “SPARK IT UP” เน้นการออกแบบตัวรถ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) พร้อมด้วยเส้นสายดีไซน์โฉบเฉี่ยวโดดเด่น

ด้านข้างตัวรถ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวเร้าใจ ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ ไฟตัดหมอกทรงกลม เสริมความสปอร์ตด้วยไฟท้าย LED และล้ออลูมิเนียมอัลลอยทูโทนลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว เติมเต็มอารมณ์ความ

สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ภายในยังคงเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง มอบความรู้สึกหรูหราและเหนือกว่า ด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาด 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง โปร่งสบายใช้งานได้จริงทุกพื้นที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน โดยยังมีจุดอำนวยความสะดวกต่างๆ ในรถมากมาย เช่น ช่องเก็บอุปกรณ์และพื้นที่สำหรับวางแก้วน้ำหลายตำแหน่ง พวงมาลัย D-shape ออกแบบมาเป็นพิเศษเพิ่ม

พื้นที่วางขามากขึ้น เติมเต็มสู่ความสะดวกสบายมากยิ่งกว่าเดิม ด้วยระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ดีไซน์เรียบหรู พร้อมระบบไล่ฝ้าบริเวณกระจกบังลมด้านหลัง ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น มาพร้อมด้วยจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ขนาดใหญ่สะใจ 10 นิ้ว สะดวกในการใช้งานและง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น พร้อมกับระบบรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับระบบ

Apple Carplay และ Android Auto พร้อมการสั่งงานด้วยเสียงจาก Siri หรือ Google Assistant และยังรองรับการดึงภาพจากโทรศัพท์มือถือขึ้นจอภาพผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI สุดทันสมัย พร้อมด้วยกล้องมองภาพขณะถอยหลัง ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ช่องเชื่อมต่อ USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V ถึง 2 ตำแหน่ง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Keyless Entry

และ Keyless Push Start สัมผัสกับความเย็นสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง พร้อมช่องวางเครื่องดื่มที่สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นของเครื่องดื่มได้นานยิ่งขึ้น

ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 105/6,000 (แรงม้า/รอบต่อนาที) มาพร้อมแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วย

โครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ พร้อมระบบ NVH ให้การขับขี่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือน พร้อมลดเสียงรบกวนตลอดเส้นทาง มั่นใจในความปลอดภัย

ด้วยระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล ระบบ ESP ที่ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และมีจุดยึดเบาะนั่งนิรภัย ISOFIX และ Top tether สำหรับเด็กอีกด้วย

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ด้วยการแนะนำสีใหม่ล่าสุด Burgundy Red พร้อมด้วยสี Radiant Red, Magma Gray, Snow White และ Cool Black โดยมี 2 รุ่น คือ GL (AT) ราคา 659,000 บาท และ GX (AT) ราคา 725,000 บาท (สีขาว เพิ่ม 5,000 บาท) พร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ…