พฤศจิกายน 27, 2020

volvo New XC60 T8 AWD Polestar Engineered

Volvo XC60 T8 AWD Polestar Engineered เปิดราคาอย่างเป็นทางการ 4,390,000 บาท (นำเข้า CBU)

XC60 T8 AWD Polestar Engineered 4,390,000 บาท
มาพร้อมบริการหลังการขาย 5-Year Volvo Premium Service Package (VPSP)

สิ่งที่ XC60 T8 AWD Polestar Engineered แตกต่างจาก XC60 T8 AWD รุ่นปกติ

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 1,969 ซีซี. 4 สูบ รหัส B4204T49 กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 82.0 x 93.2 มิลลิเมตร

เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า รวมพละกำลังสูงสุด 422 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 670 นิวตันเมตร จับคู่กับ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Geartronic พร้อมระบบ Plug-in Hybrid แบตเตอรี่ Lithium-ion 11.6 kWh แรงดันไฟฟ้า 270-400 V ขับเคลื่อนล้อหน้า – ล้อหลังขับเคลื่อนด้วย Electric Rear Axel Drive รองรับน้ำมันสูงสุด E10

ความปลอดภัยเชิงป้องกัน

  • ระบบป้องกันการชน City Safety พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยาน และ สัตว์ขนาดใหญ่ พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถ และ หักหลบอัตโนมัติ
  • ระบบป้องกันการชน และ บรรเทาการบาดเจ็บ พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ – ด้านหน้า ด้านหลัง และ บริเวณทางแยก
    สัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะ อยู่ในมุมอับสายตา พร้อมฟังก์ชั่นหักหลบอัตโนมัติ
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้าง ขณะถอยหลังออกจากที่จอด
  • ระบบแจ้งเตือนเพื่อให้เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า
  • ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อแสดงอาการเหนื่อยล้า
  • ระบบแจ้งเตือนผู้ขับขี่เมื่อขับรถออกนอกช่องทางเดินรถ
  • ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัย เมื่อรถวิ่งออกนอกช่องทางเดินรถ
  • ระบบควบคุมการทรงตัว และ ยึดเกาะถนนแบบ Electronic พร้อมระบบควบคุมการโคลง
  • ระบบควบคุมการทรงตัว และ ยึดเกาะถนน ขณะเข้าโค้ง
  • ระบบเบรก ABS / EBD / BA
  • ระบบควบคุม และ ป้องกันการโคลงของรถ
  • ระบบเปิด-ปิด ไฟสูง พร้อมปรับมุมมองส่องสว่างอัตโนมัติ
  • ระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าแบบอัตโนมัติเมื่อขับขี่ เข้า-ออก จากที่มืด
  • ไฟหน้าแบบ LED ปรับระดับสูง-ต่ำ โดยอัตโนมัติ
  • ไฟหน้าแบบ LED หักเหตามพวงมาลัย และ ปรับระดับสูง-ต่ำ โดยอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างขณะขับขี่เวลากลางวันแบบ LED ติดตั้งในชุดไฟหน้า
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง
  • ระบบกันขโมย พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว และ ระนาบของรถ

ความปลอดภัยเชิงปกป้อง

  • ระบบป้องกันเมื่อเกิดการวิ่งตกถนน
  • ระบบป้องกันเมื่อเกิดการพลิกคว่ำ
  • ถุงลมนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสารตอนหน้า
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง สำหรับที่นั่งคู่หน้า
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง
  • ระบบป้องกันการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอ และ หลัง ที่เกิดจากการสะบัดของศีรษะ
  • ระบบกระจายแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง
  • เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ ติดตั้งในทุกที่นั่ง

ความปลอดภัยสำหรับเด็ก

  • อุปกรณ์ยึดเบาะโดยสารสำหรับเด็กแบบ ISOFIX กับเบาะโดยสารด้านหลัง
  • ล็อคป้องกันเด็กเปิดประตูหลัง ควบคุมด้วยไฟฟ้า

ระบบช่วยในการขับขี่

  • ระบบสตาร์ท และ ดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะรถติด
  • ระบบแจ้งเตือนป้ายจราจร
  • ระบบช่วยในการขึ้นที่ลาดชัน
  • ระบบช่วยในการลงที่ลาดชัน
  • ระบบช่วยในการจอด แบบถอยหลังเข้าซอง และ ขนานขอบทาง
  • กล้องช่วยในการจอดรถ พร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา
  • เซนเซอร์ช่วยในการจอด ด้านหน้า และ ด้านหลัง
  • ระบบปรับน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor ปรับความเร็วอัตโนมัติ

ความสะดวกสบาย

  • ฟังก์ชั่นปลดล็อค และ ขับขี่โดยไม่ต้องใช้กุญแจ
  • ระบบไฟส่องสว่างนำทางเข้า และ ออกจากรถ
  • ระบบควบคุมสภาวะอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระ 2 โซน
  • ระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในรถ Clean Zone
  • เบาะโดยสารปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมบันทึกความจำที่ตำแหน่งคนขับ
  • ส่วนรองรับบริเวณเอในพนักพิงหลังเบาะคู่หน้า ปรับด้วยไฟฟ้า 4 ทิศทาง
  • พนักพิงเบาะนั่งด้านหลัง แยกพับได้ แบบ 60 : 40
  • พนักพิงศีรษะของเบาะโดยสารด้านหลัง พับได้ด้วยไฟฟ้า
  • หลังคากระจก Panoramic เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
  • ฝาท้าย เปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
  • ฝาท้าย เปิด-ปิดโดยไม่ต้องใช้มือ
  • ราวหลังคาแบบแนบกับหลังคารถ

Entertainment ระบบความบันเทิง

  • เครื่องเสียง Premium Sound by Bowers & Wilkins Amplifier 1,100 watt
  • ลำโพง B&W 15 ตัว พร้อม Subwoofer
  • ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Quantum Logic
  • Dirac Dimensions เทคโนโลยีสร้างมิติเสียงสมจริง 3 Modes : Concert / Studio / Stage
  • Dirac Live Sound เทคโนโลยีเสริมสร้างเสียงจากการแสดงดนตรีสด
  • แผงครอบลำโพงทวิตเตอร์แบบ Stainless Steel

สีตัวถังภายนอก มีให้เลือก 3 สี

  • สีขาว Crystal White Premium Metallic
  • สีเทา Osmium Grey Metallic
  • สีดำ Onyx Black Metallic

แหล่งที่มา  autospinn

Honda รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน “Car of The Year 2020”

Honda ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) รับมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในงาน Car of The Year 2020 ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ทั้ง 5 รางวัลที่ฮอนด้าได้รับในปีนี้ ได้แก่

  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ใหม่ คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,000 ซีซี
  • ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก รุ่น TURBO RS คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทแฮทช์แบ็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,600 ซีซี ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 (พ.ศ. 2562 – 2563)
  • ฮอนด้า ซีวิค รุ่น 1.8 EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 (พ.ศ. 2561 – 2563)
  • ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ รุ่น TURBO EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทซีดานขนาดกลาง เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC TURBO รุ่น DT-EL คว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทเอสยูวี เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,600 ซีซี (เครื่องยนต์ดีเซล)

โดยรางวัลทั้ง 5 รางวัลที่ฮอนด้าได้รับ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ และเป็นพลังขับเคลื่อนให้ฮอนด้ามุ่งมั่นพัฒนาสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคเสมอมา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การทำงานของฮอนด้าปี 2030 ในการมุ่ง “ตอบสนองผู้คนทั่วโลกด้วยการส่งมอบความสุขและเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิต”

 

แหล่งที่มา     autospinn

เปิดตัว SUV ระดับพรี่เมี่ยม Audi A6

Audi  เอาฤกษ์ดี ช่วงต้นปี เปิดตัว SUV ระดับพรี่เมี่ยม อย่าง AudiQ7 ออกมาสู่ตลาดเมืองไทย

Audi A6  ตัวสปอร์ตซีดานรุ่นปรับโฉมใหม่ ออกมาพร้อมกันด้วย

เพื่อที่จะเติมเต็มในทุกเซกเม้นท์ในตลาดของเมืองไทย โดยในครั้งนี้ AudiA6 จะมาพร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ A6 40 TFSI S line และ A6 Avant 40 TFSI S line โดย Audi A6 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้

มากับความหรูหรา ทันสมัย มากยื่งขึ้น

AudiA6 รุ่นปรับโฉมใหม่นี้มากับหรูหรา ล้ำสมัย สปอร์ต สะดวกสบาย และให้ความคุ้มค่า เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง S line กันชนหน้า, กันชนหลัง รวมทั้งช่องดักอากาศ ถูกผลิตจากอลูมิเนียม
เสริมความสปอร์ตให้ลงตัวมากยิ่งขึ้นด้วยสเกิร์ตข้าง, Diffuser ด้านหลัง และปลายท่อไอเสียอลูมิเนียม

ส่วนไฟหน้าเป็นแบบ Audi Matrix LED เทคโนโลยีที่ช่วยให้การส่องสว่างของไฟหน้ามีความแม่นยำที่สุด และส่องสว่างให้ได้พื้นที่มากที่สุด

โดยไม่รบกวนผู้อื่น ขณะที่ไฟเลี้ยวด้านท้ายเป็นแบบไดนามิค ที่การกระพริบของไฟจะไล่จากด้านในสู่ด้านนอก นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องมองหลัง และเซ็นเซอร์ช่วยจอดซึ่งมีทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งานยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารของ AudiA6 ได้รับการออกแบบให้มีความสะดวกสบาย เอื้อต่อการขับขี่มากที่สุด โดยรูปแบบ Virtual Cockpit จะเน้นแสดงข้อมูลที่ผู้ขับเป็นผู้เลือก เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มีสมาธิกับการขับขี่ เพราะไม่ต้องละสายตาจากถนน ขณะที่มือก็ไม่ปล่อยจากการควบคุมพวงมาลัยแต่อย่างใด

อีกทั้งยังมากีบระบบนำทางรูปแบบใหม่ MMI Navigation ที่ตอบสนองการสั่งการด้วยระบบสัมผัสที่รวดเร็ว ให้คุณภาพภาพที่ชัดเจน มาพร้อมทัชกรีน 2 จอ แบบ Full HD จอด้านบนมีขนาด 10.1 นิ้ว และจอด้านล่างขนาด 8.6 นิ้ว เช่น ฟังก์ชันการทำงานรองรับ Apple CarPlay โดยสามารถเชื่อมต่อกับไอโฟนได้ง่ายๆ ทั้งแบบไร้สาย Wireless ผ่าน Bluetooth หรือ

ใช้สาย USB เพิ่มความสะดวกในการใช้งานภายในห้องโดยสารยามค่ำคืน ด้วยไฟ LED สีขาว ที่เพิ่มการส่องสว่างอย่างเต็มที่ เบาะนั่งแบบสปอร์ต กระชับลำตัวช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างง่ายดาย เสริมความหรูหราที่ตัวเบาะนั่งด้วยการหุ้มด้วยหนังแท้ Valcona ที่ให้ผิวสัมผัสที่ละเอียด โดยจะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทั้ง 2 รุ่น

AudiA6 มากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบชาร์จ 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมกับระบบไมลด์ไฮบริดให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร

เป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า
ด้านอัตราเร่งในตัว A6 40 TFSI S line สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7.9 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 237 กม./ชม.ส่วนในตัว A6 Avant 40 TFSI S line

ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ 8.1 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดนั้นทำได้ 232 กม./ชม.

AudiA6 40 TFSI S line จะมีเฉกสีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่สีขาว Glacier White, สีเงิน Floret Silver, สีดำ Mythos Black, สีเทา Daytona Grey และสีน้ำเงิน Firmament Blue ส่วนในตัว Audi A6 Avant 40 TFSI S line ก็จะมีเฉกสีใหม้เลือก 5 สีด้วยเช่นกัน คือ สีขาว Glacier White, สีดำ Mythos Black, สีเทา Daytona Grey, สีน้ำเงิน Firmament Blue และสีแดง Tango Red

ราคาค่าตัวของ AudiA6 ทั้ง 40 TFSI S line และ Avant 40 TFSI S line จะมาในราคาที่เท่ากันคือ 3.399 ล้านบาท…

Zenvo TSR-S 2020 ไฮเปอร์คาร์ตัวโหด

Zenvo TSR-S 2020 ไฮเปอร์คาร์ตัวแรงของเดนมาร์ก ได้เปิดตัวเมื่อสองสามปีก่อนและได้รับการปรับแต่งเล็กน้อยสำหรับปี 2020 การเปิดตัวทางออนไลน์ในวันนี้เป็นรุ่นล่าสุดของเครื่องซุปเปอร์ชาร์จคู่

แม้ว่ามหกรรมรถยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง งาน 2020 Geneva Motor Show ได้ถูกยกเลิก แต่รถยนต์ต้องจัดแสดงและเปิดตัวต่อไป Zenvo TSR-S 2020 ปรับปรุงนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความแรง
เช่น ล้อคาร์บอนไฟเบอร์นั้นมีน้ำหนักเบาและทนทาน เบากว่าล้ออลูมิเนียม 15 กิโลกรัม (33 ปอนด์) พัฒนาระบบขับเคลื่อนล่าสุด Zenvo ซึ่งเป็นไฮบริด เกียร์ 7 จังหวะ sequential

ตัวถังรถมีส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บางส่วนเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับ Zenvo ปีกด้านหลังที่เรียกว่า “Centripedal” ปรับตัวเองโดยอัตโนมัติตามอินพุตพวงมาลัยของผู้ขับขี่เพื่อสร้างแรงขับมากที่สุด

มีโหมดการขับขี่ให้คุณได้เพลิดเพลินมากมาย เช่น โหมด Road การเปลี่ยนเกียร์จะได้รับการช่วยเหลือทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวลขึ้น ขณะที่โหมด Race จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเชิงกลได้เร็วขึ้นเหมือนคุณขับรถแข่ง

เครื่องยนต์ twin-supercharged flat-plane V8 ให้กำลัง 1,177 แรงม้า อัตราเร่ง 0 ถึง 100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที ในขณะที่ 0-124 ภายในเวลา 6.8 วินาที
ราคาจำหน่าย 1.45 ล้านยูโร หรือประมาณ 51 ล้านบาท 1 ปีผลิตเพียง 5 คันเท่านั้น

 

แหล่งที่มา    car250

Volkswagen น้องเล็กรุ่นใหม่ Nivus

 

Volkswagen เผยทีเซอร์ Nivus น้องเล็กรุ่นใหม่ เร็วๆนี้

VW ปล่อยทีเซอร์ออกมาอย่างเป็นทางการสำหรับ ครอสโอเวอร์น้องเล็กอย่าง Nivus แม้ว่ามีการเผยทีเซอร์แรกช่วงต้นมกราคมที่ผ่านมา                                                                                                            แสดงให้เห็นการออกแบบไฟหน้า และ ด้านข้าง แต่ทีเซอร์ล่าสุด แสดงให้เห็นรายละเอียดภายในห้องโดยสารของ Nivus อย่างชัดเจน

หน้าจอตรงกลางคล้ายๆกับ T-Cross เป็นระบบ Infotainment ใหม่ จอแสดงผลแบบไวด์สกรีนมีปุ่มไวต่อการสัมผัส ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นบางอย่างรวมถึงโทรศัพท์การสตรีมเพลงและการตั้งค่า การเชื่อมต่อความละเอียดสูง LTE และฮอตสปอต Wi-Fi

ทางด้านซ้ายเราสามารถเห็นหน้าปัดดิจิตอลบางส่วน พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ตกแต่งด้วยอลูมิเนียม ลูกค้าจะสามารถเลือกสีเบาะ, การเย็บและการตัดแต่งที่แตกต่างกัน
ทีเซอร์ยังเผยให้เห็นรายละเอียดด้านนอกของ Nivus ไฟตัดหมอกรูปสามเหลี่ยมช่องอากาศเข้าขนาดใหญ่ต่ำกว่า LED DRLs รวมอยู่ในไฟหน้าไฟท้าย LED และหลังคาลาดเอียงซึ่งจบลงด้วยสปอยเลอร์ท้าย .

VW Nivus พัฒนาบนแพล็ตฟอร์ม MQB ของ VW Group เตรียมเปิดตัวในบราซิลช่วงปลายปี เครื่องยนต์เบนซิน TSI ขนาด 1.0 ลิตร แต่จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติหกสปีด ให้กำลัง 114 แรงม้า และ 126 แรงม้า ตามลำดับ

 

แหล่งที่มา  car250

Ford Puma 2020 ลุยออสเตรเลีย ราคาราว 6 แสนบาท

 

Ford (ฟอร์ด) บริษัทผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศนำเจ้า Ford Puma 2020 รถอเนกประสงค์ไซส์เล็ก ลุยตลาดในประเทศออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ใช้เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร สามสูบเทอร์โบชาร์จ ที่ให้กำลัง 123 แรงม้า และแรงบิด 170 นิวตันเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า ประหยัดเชื้อเพลิงที่ 100 กิโลเมตร จะใช้น้ำมันเพียงแค่ 6.3 ลิตรเท่านั้น ล้ออัลลอย 18 นิ้ว และระบบไฟที่ปรับเป็น LED

ในส่วนของคุณสมบัติด้านความปลอดภัยต้องบอกว่าเพียบพร้อมทั้งระบบเบรกฉุกเฉินแบบอัตโนมัติ, ระบบตรวจจับคนเดินเท้า, ระบบการเตือนขับออกนอกเลย, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และการจดจำเครื่องหมายจราจร

ภายในห้องโดยสาร  จะติดตั้งด้วยจอ Infotainment ขนาด 8.0 นิ้ว พร้อมกล้องมองหลัง พวงมาลัยที่สามารถสั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งระบบ Android Auto และ Apple CarPlay.A และระบบเครื่องเสียง 7

ลำโพง ที่เชื่อมต่อกับ Bluetooth และ DAB (Digital Audio Broadcasting) ส่วนในรุ่นท็อปอย่าง Puma ST-Line V. จะมีแผงหน้าปัดดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ 10 ลำโพง และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ

ซึ่งทางฟอร์ด  ยืนยันว่าจะนำ Ford Puma 2020 ทั้ง 3 รุ่นมาเปิดตลาดแดนจิงโจ้แน่นอน ไล่ตั้งแต่ Puma ราคา 29,990 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 6 แสนบาท), Puma ST-Line ราคา 32,340 เหรียญ

ออสเตรเลีย (ประมาณ 6.5 แสนบาท) และตัวท็อปอย่าง Puma ST-Line V. ราคา 35,540 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 7.2 แสนบาท) ส่วนในบ้านเราคงต้องรอต่อไป

แหล่งที่มา  sanook

BMW Concept i4 พร้อมขายปี 2021

 

BMW Concept i4 ภาพรถไฟฟ้าแห่งอนาคต รถต้นแบบที่ใกล้เคียงรูปแบบความเป็นจริงมากที่สุดของสำหรับ

BMW Concept i4 ที่เปิดตัวผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง พร้อมประกาศขายจริงปี 2021 เริ่มต้นด้วยการออกแบบ แม้ว่าจะเปิดตัวภายใต้รูปแบบคอนเซ็ปต์คาร์แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดแล้ว โดยไฮไลท์ที่เด่นชัดที่สุดก็คือกระจังหน้าขนาดใหญ่ ถือเป็นเอกลักษณ์ของ BM W อยู่แล้วโดย i4 รุ่นใหม่นี้ มาในตัวถังสไตล์ Grand Coupe 4 ประตู สีตัวถังเฉดทองแดง Frozen Light Copper พร้อม

ตกแต่งด้วยเส้นสายสีฟ้าที่บริเวณกระจังหน้า ด้านข้าง ไฟท้าย LED ทรง L-Shape Diffuser ท้ายขนาดใหญ่ไร้ท่อไอเสีย ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยสุดอลังการ ที่ทาง BM W บอกว่า เป็นล้อที่มีน้ำหนักเบา และช่วยเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้อีกด้วย

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับ Cockpit สุดหรู ในแบบ minimal คือน้อยแต่มาก จอแสดงผล และมาตรวัดระบบสัมผัสโค้งเข้าหาตัวผู้ขับบนแผงแดชบอร์ดขนาดสีภายในห้องโดยสารออกแบบมาในสีโทนเรียบหรูสะอาดตา ตกแต่งด้วยสีทองแดง Frozen Light Copper พร้อมเสริมความหรูหราด้วยด้วยวัสดุคริสตัลสีฟ้าบริเวณแผงประตู พวงมาลัยแบบสามก้านดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค

เครื่องยนต์หายไป BM W Concept i4 เป็นระบบขับเคลื่อน eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งถูกใช้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า iNext และ iX3 มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้พละกำลังสูงสุด 530 แรงม้า ชุดแบตเตอรี่ลอเธียมไอออนขนาด 80kWh สามารถขับเคลื่อนได้ไกลถึง 600 กม. ต่อกการชาร์จไฟเต็ม และมอบอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ภายใน 4 วินาที

โดย BM W Concept i4 คันนี้ จะเป็นรถต้นแบบของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ BM W i4 ที่จะถูกประกอบขึ้นที่โรงาน BM W ในเมือง Munich ประเทศเยอรมนี ซึ่งพร้อมจะเปิดตัว และออกจำหน่ายทั่วโลกภายในปี 2021

แหล่งที่มา  autospinn

ALL NEW SUZUKI ERTIGA 2020

 

SUZUKI ERTIGA 2020 อัพเกรดความสบาย 659,000 บาท

SUZUKI ERTIGA รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มีการดีไซน์ ด้วยคอนเซ็ปต์ Unlock Your Life ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต SUZUKI ERTIGA ในปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ทะลุเป้าหมายที่วางไว้จำนวนกว่า 3,500 คัน ล่าสุดจึงเดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้ง ผ่านปรัชญาของแบรนด์ Suzuki…Way of Life! ด้วยการเปิดตัว New Suzuki ERTIGA รถครอบครัวอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ที่ได้รับการปรับปรุงให้รองรับและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

New Suzuki ERTIGA ภายใต้แนวคิด “จุดประกายอีกขั้นของชีวิต” หรือ “SPARK IT UP” เน้นการออกแบบตัวรถ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) พร้อมด้วยเส้นสายดีไซน์โฉบเฉี่ยวโดดเด่น

ด้านข้างตัวรถ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวเร้าใจ ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ ไฟตัดหมอกทรงกลม เสริมความสปอร์ตด้วยไฟท้าย LED และล้ออลูมิเนียมอัลลอยทูโทนลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว เติมเต็มอารมณ์ความ

สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ภายในยังคงเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง มอบความรู้สึกหรูหราและเหนือกว่า ด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาด 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง โปร่งสบายใช้งานได้จริงทุกพื้นที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ใช้งาน โดยยังมีจุดอำนวยความสะดวกต่างๆ ในรถมากมาย เช่น ช่องเก็บอุปกรณ์และพื้นที่สำหรับวางแก้วน้ำหลายตำแหน่ง พวงมาลัย D-shape ออกแบบมาเป็นพิเศษเพิ่ม

พื้นที่วางขามากขึ้น เติมเต็มสู่ความสะดวกสบายมากยิ่งกว่าเดิม ด้วยระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ ดีไซน์เรียบหรู พร้อมระบบไล่ฝ้าบริเวณกระจกบังลมด้านหลัง ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น มาพร้อมด้วยจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ขนาดใหญ่สะใจ 10 นิ้ว สะดวกในการใช้งานและง่ายต่อการควบคุมมากขึ้น พร้อมกับระบบรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับระบบ

Apple Carplay และ Android Auto พร้อมการสั่งงานด้วยเสียงจาก Siri หรือ Google Assistant และยังรองรับการดึงภาพจากโทรศัพท์มือถือขึ้นจอภาพผ่านช่องเชื่อมต่อ HDMI สุดทันสมัย พร้อมด้วยกล้องมองภาพขณะถอยหลัง ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ช่องเชื่อมต่อ USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12V ถึง 2 ตำแหน่ง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Keyless Entry

และ Keyless Push Start สัมผัสกับความเย็นสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง พร้อมช่องวางเครื่องดื่มที่สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นของเครื่องดื่มได้นานยิ่งขึ้น

ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 105/6,000 (แรงม้า/รอบต่อนาที) มาพร้อมแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วย

โครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ พร้อมระบบ NVH ให้การขับขี่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือน พร้อมลดเสียงรบกวนตลอดเส้นทาง มั่นใจในความปลอดภัย

ด้วยระบบถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจายแรงเบรกได้อย่างสมดุล ระบบ ESP ที่ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และมีจุดยึดเบาะนั่งนิรภัย ISOFIX และ Top tether สำหรับเด็กอีกด้วย

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ด้วยการแนะนำสีใหม่ล่าสุด Burgundy Red พร้อมด้วยสี Radiant Red, Magma Gray, Snow White และ Cool Black โดยมี 2 รุ่น คือ GL (AT) ราคา 659,000 บาท และ GX (AT) ราคา 725,000 บาท (สีขาว เพิ่ม 5,000 บาท) พร้อมกันได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ…